เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

Login to your account

Username
Password *
Remember Me

Create an account

Fields marked with an asterisk (*) are required.
Name
Username
Password *
Verify password *
Email *
Verify email *
Login

ยุทธศาสตร์สู่ AEC ตอนที่ 63 หยั่นโกว่น

 

 

ยุทธศาสตร์สู่  AEC ตอนที่ 63 หยั่นโกว่น
โดย นายเกษมสันต์​ วีระกุล

29-10-57

ตั้งแต่สหภาพพม่าเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นสหภาพเมียนมาร์ในปี พ.ศ. 2532 และมาเปลี่ยนอีกครั้งเป็น สาธารณรัฐ แห่งสหภาพเมียนมาร์ คนไทยส่วนมากก็ยังติดปากเรียกเขาว่าพม่าและไม่สนใจว่าทำไมเขาต้องเปลี่ยนชื่อ

ในอดีตเมียนมาร์นั้นเคยถูกอังกฤษปกครอง ชื่อเมืองต่างๆและชื่อประเทศจึงถูกเขียนและเรียกโดยภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่มีอักษร วรรณยุกต์และเสียงมากพอที่จะออกเสียงคำของเมียนมาร์ได้อย่างชัดเจน อังกฤษจึงเรียกชื่อประเทศ นี้ตามชื่อชนเผ่ากลุ่มใหญ่ที่ชื่อ “บะหม่า”  ว่า เบอร์มาร์ BERMA ทำให้ไทยเราเรียกเขาว่า “พม่า” ตามเสียง ภาษาอังกฤษ

สิ่งที่เราควรรู้ก็คือประเทศนี้เขามีชนเผ่ามากมายนะครับ นอกจาก บะหม่าซึ่งมีราวๆ 60% ของประชากรทั้งหมด แล้ว เขายังมีอีก  7 เผ่าหลักอาศัยอยู่ตามรัฐต่างๆล้อมรอบชาวบะหม่าอยู่ อาทิรัฐมอญ ยะไข่ ฉาน คะหยิ่น คะฉิ่น ชินและคะยา ดังนั้นการเรียกประเทศนี้ว่า “เบอร์มา” จึงทำให้ชนเผ่าต่างๆเกิดความไม่พอใจ เช่นชาวไทยใหญ่ ที่อาศัยอยู่ในรัฐฉานก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็น  “บะหม่า” เหมือนๆกับชาวกระเหรี่ยง ที่อาศัยอยู่ในรัฐคะหยิ่น ก็ไม่พอใจเหมือนกัน นี่ยังไม่รวมกับอีกกว่าร้อยชนเผ่าที่มีอยู่กระจัดกระจายในทุกภูมิภาค

ชนเผ่าต่างๆ เหล่านี้ เขามีธงชาติ มีประเพณีวัฒนธรรม อาหารการกิน แม้กระทั่งภาษาเป็นของตัวเอง คำว่ามีภาษา เป็นของตัวเองนี่ผมหมายถึงแม้กระทั่งตัวอักษรเขาก็มีเป็นของตัวเองเลยนะครับ ไม่ใช่ใช้ตัวหนังสือเดียวกันแต่ แค่ออกเสียงต่างกัน ดังนั้นเมื่อไปเรียกเขาว่า “บะหม่า” เขาจึงไม่ยอมรับ ปัญหาที่ตามมาคือความเป็นเอกภาพของ ประเทศ เมื่อมีจังหวะรัฐบาลจึงเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “เมียนมาร์” ซึ่งเป็นภาษาของเขาเองและมีความหมาย ที่ดีว่า “แข็งแรงอย่างรวดเร็ว” เมื่อมีชื่อกลางๆขึ้นมา ชนเผ่าต่างๆจึงรู้สึกสบายใจขึ้นที่จะถูกเรียกว่าเป็นชาวเมียนมาร์ มากกว่าถูกเรียกว่าเป็นชาวบะหม่า หรือธงเมียนมาร์ที่รัฐบาลเอาไปให้ชนเผ่าต่างๆ ก็สบายใจขึ้นที่ใช้คู่กับธง ของชนเผ่าเขาเอง ความรู้สึกเป็นชาติเป็นหนึ่งเดียวกันก็ค่อยๆมีมากขึ้นเรื่อยๆ

รู้เหตุผลที่ไปที่มาแบบนี้ เราซึ่งเป็นเพื่อนบ้านติดกันยังจะยืนยันว่าเราจะเรียกเขาว่า “พม่า” ด้วยเหตุผลที่ว่า เราคุ้นปากที่จะเรียกแบบนั้นกันอยู่หรือไม่ครับ?

อีกเรื่องที่ผมอยากจะชวนคิดชวนเปลี่ยนก็คือการเรียกชื่อเมือง ชื่อคน ชื่อสิ่งของ ของประเทศเพื่อนบ้าน ให้เหมือนกับภาษาท้องถิ่นของเพื่อนเราให้มากที่สุด ภาษาไทยเป็นภาษาที่ร่ำรวยเสียง มีตัวอักษร มีสระและ มีวรรณยุกต์มากพอที่จะออกเสียงภาษาไหนๆในโลกนี้ได้อย่างชัดเจน แล้วทำไมเราจะต้องจำกัดตัวเองไปเรียก เพื่อนบ้านตามเสียงภาษาอังกฤษซึ่งมีเสียงน้อยกว่าเราเยอะ

เมืองหลวงในอดีตของเมียนมาร์มีชื่อว่า  “หยั่นโกว่น” มาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอลองพญานำทัพลงมายึดเมืองจาก ชนเผ่ามู่น (หรือมอญในภาษาไทย) ก็เลยตั้งชื่อนี้ที่มีความหมายว่า “ปราศจากศัตรู” เพราะได้ปราบและขับไล่ ชาวมู่นซึ่งตอนนั้นเป็นศัตรูกันไปให้พ้นเมืองไปได้แล้ว อังกฤษซึ่งฟังไม่ชัดออกเสียงก็ไม่เป็นก็เลยเรียกเมืองนี้ว่า “Rangoon” ไทยเราก็เลยเรียก “ร่างกุ้ง” พอพ้นจากอังกฤษ เมียนมาร์เขาเลยเรียกชื่อเมืองเขาว่า “หยั่นโกว่น” อย่างเต็มปาก แต่ภาษาอังกฤษที่มีตัวอักษรจำกัดจึงเขียนได้แค่  “Yangon” ซึ่งไทยเราก็เพี้ยนตามภาษาอังกฤษต่อว่า “ย่างกุ้ง”

ตอนเป็นเด็กพอคุณครูสอนว่า “ประเทศพม่า” มีเมืองหลวงชื่อ “ย่างกุ้ง”  ผมก็มีคำถามในใจทันทีว่าประเทศนี้เขามี กุ้งมากมายขนาดต้องตั้งชื่อเมืองหลวงกันแบบนี้เลยเหรอ? แต่ถ้าคุณครูสอนว่าเมืองนี้ชื่อ “หยั่นโกว่น” พร้อมบอก ความหมายที่ถูกต้องแต่แรก ผมก็จะรู้จักประเทศเพื่อนบ้านผมดีขึ้นตั้งแต่เด็ก เมืองหลวงปัจจุบันของเมียนมาร์ชื่อ “เนบิด่อว์”  แปลว่า “ราชธานีที่ยิ่งใหญ่” ครับ

สอนกันแบบนี้ดีกว่ามั้ยครับ?

**********************

 

Copyright © 2013 AEC Consult & Connect Co.,Ltd.
All rights reserved.

Log in to your account or สมัครสมาชิก