เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

Login to your account

Username
Password *
Remember Me

Create an account

Fields marked with an asterisk (*) are required.
Name
Username
Password *
Verify password *
Email *
Verify email *
Login

คู่มือการค้าและการลงทุนฟิลิปปินส์

          ฟิลิปปินส์มีประชากรที่มีฐานะยากจนมาก (below povertyline) ประมาณร้อยละ 40 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ผู้มีฐานะดีมีจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายประเทศ (GDP) ของฟิลิปปินส์ในปี 2553 มีมูลค่า 188.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ รายได้ประชาชาติต่อหัวต่อปีอยู่ที่ 2,007 เหรียญสหรัฐฯ

          โครงสร้างเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ ภาคบริการมีสัดส่วนต่อ GDP ใหญ่ที่สุดร้อยละ 54.8 รองลงมาได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 31.4 และภาคเกษตรกรรม (รวมประมงและป่าไม้) ร้อยละ 13.7

          ธุรกิจบริการที่สำคัญ ได้แก่ กิจการค้าปลีกและค้าส่ง บริการ ด้านอสังหาริมทรัพย์ การขนส่ง การท่องเที่ยวและโรงแรม ส่วนภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า อาหารแปรรูปภาคเกษตรกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การประมง การเพาะปลูกมะพร้าว ข้าว ข้าวโพด กล้วยหอม สับปะรด และมะม่วง

นโยบายด้านเศรษฐกิจการค้า

          นโยบายสำคัญคือการแก้ไขภาวะขาดดุลงบประมาณที่เป็นปัญหาต่อเนื่อง โดยเน้นการสร้างวินัยทางการคลังโดยใช้วิธีการบริหารงบประมาณแบบสมดุล (Zero –Budgeting Policy) ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูสถานะทางคลัง โดยการปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษีและรายได้เข้ารัฐ แก้ปัญหาคอรัปชั่น ลักลอบนำเข้าสินค้าอย่างผิดกฎหมายและสนับสนุนการมีส่วนร่วมการเป็นหุ้นส่วนของภาคเอกชน ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public – Private Partnership: PPP) เพื่อระดมทุนในการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และสร้างเสริมบรรยากาศในการลงทุนในฟิลิปปินส์ โดยการอำนวยความสะดวก และลดขั้นตอนการดำเนินธุรกิจ ให้มีความสะดวกและรวดเร็วขึ้น ทั้งในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น

การค้าระหว่างประเทศ

          สินค้าส่งออกที่สำคัญของฟิลิปปินส์ยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีการส่งออกรวม 31.079 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60.4 ของมูลค่าส่งออกรวม) เพิ่มขึ้นจาก 22.182 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งส่งออกได้ในระยะเดียวกันของปี 2552 คิดเป็นร้อยละ 40.11 สินค้าที่มีแนวโน้มในการส่งออกที่ดีขึ้นอื่นๆ ได้แก่เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ไม้แกะสลักและเฟอร์นิเจอร์ไม้ น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น

          สินค้านำเข้าอันดับหนึ่ง คือ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ นำเข้า มูลค่า 18.550 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (มีสัดส่วนร้อยละ 33.9 ของการนำเข้ารวม) นำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.31 จากปีที่ผ่านมา ซึ่งนำเข้า 15.167 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้านำเข้าที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง โทรคมนาคมและไฟฟ้า และข้าว เป็นต้น

          ตลาดหลักที่ฟิลิปปินส์นำเข้าสินค้า ลำดับแรกคือสหรัฐฯ โดยมีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 11.51 ส่วนญี่ปุ่นเลื่อนลงมาเป็นอันดับสองมีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 9.91 ส่วนอันดับที่ 3, 4 และ 5 ได้แก่ ฟิลิปปินส์สาธารณรัฐประชาชนจีน และเกาหลีใต้ ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ9.18, 9.16 และ 7.92 ตามลำดับสำหรับประเทศไทยเลื่อนกลับมาเป็น ลำดับที่ 7 ดังเดิมโดยมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 6.02

จุดแข็ง (Strength)

1. มีแรงงานที่มีความรู้ด้าน IT จำนวนมาก ทำให้ฟิลิปปินส์สามารถพัฒนาและส่งออกสินค้า IT ในระยะเวลาอันสั้น

2. ประชากรค่อนประเทศมีความรู้ภาษาอังกฤษ แต่จุดแข็งนี้เริ่มลดลงในปัจจุบัน คนที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษมีเพิ่มขึ้น และผู้ที่รู้ก็ใช้อย่างไม่ถูกต้องนัก ทำให้มีการส่งคนออกไปทำงานต่างประเทศ และนำรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ฐานะความเป็นอยู่ของคนในประเทศดีขึ้น และมีกำลังซื้อมากขึ้น และเป็นสิ่งดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ หากมีการพัฒนาด้านอื่นๆ เช่น สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอาจจะดึงนักลงทุนไปจากไทยได้

3. ทรัพยากรธรรมชาติที่ยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่นสัตว์น้ำ ทรัพยากรแร่ พื้นที่การเกษตรทางภาคใต้

4. เป็นตลาดที่มีศักยภาพในด้านปริมาณ เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก

จุดอ่อน (Weakness)

1. มีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบราชการอยู่เสมอ กฎระเบียบเข้มงวดและหยุมหยิม

2. มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงสูงในทุกระดับ แม้แต่การเสนอขายสินค้าให้กับบริษัทห้างร้านใหญ่ๆ ก็ต้องจ่ายเบี้ยบ้ายรายทาง

3. สหภาพแรงงานแข็งแกร่งและมีบทบาทมาก ทำให้ค่าจ้างแรงงานสูง และมีการเรียกร้องค่าแรงเพิ่มเสมอ ผู้ประกอบการหลบเลี่ยงปัญหาโดยจ้างคนงานต่ำกว่า 6 เดือน เพื่อมิให้สามารถเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานได้ทำให้คนงานไม่มีความชำนาญ

4. ไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีการจับตัวเรียกค่าไถ่ แม้รัฐบาลกำลังปราบปรามโจรก่อการร้ายอยู่ แต่ยังไม่หมดสิ้นลงทำให้นักท่องเที่ยวจากต่างชาติไม่เข้ามาเที่ยวในประเทศทั้งๆ ที่มีธรรมชาติสวยงามโดยเฉพาะทะเลทางตอนใต้ของประเทศซึ่งเป็นที่ซ่องสุมของผู้ก่อการร้าย

5. สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมีไม่เพียงพอ ไฟฟ้าดับบ่อย เส้นทางคมนาคม ไม่สะดวก ไม่สามารถรองรับการขยายตัวด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมได้เต็มที่

6. ประชากรโดยทั่วไปมีลักษณะนิสัยค่อนข้างเฉื่อยชา ทำงานไม่ละเอียดรอบคอบ และไม่ซื่อสัตย์ ธรรมเนียมการให้/รับเงินทิป ทำให้ทุกคนหวังว่าจะต้องได้รับสิ่งตอบแทนทุกครั้งที่ทำอะไรสักอย่างแม้จะเป็นงานในหน้าที่

กฎระเบียบด้านการลงทุนในประเทศ

          รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศโดยมี Foreign InvestmentAct 1991 เป็นกฎหมายหลัก มีการให้สิทธิพิเศษต่างๆ เพื่อจูงใจนักลงทุนทั้งจากภายในและต่างประเทศ ต่อมาในปี 1996 มีการแก้ไขกฎหมายการลงทุนโดยผ่อนปรนเงื่อนไขการลงทุนขั้นต่ำ เพื่อชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้นตาม Foreign Investment Act 1991 นักลงทุนต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของกิจการโดยไม่ต้องมีคนท้องถิ่นร่วมทุน ยกเว้นธุรกิจที่อยู่ในรายการธุรกิจต้องห้าม (The Foreign Investment Negative List) เช่น ธุรกิจบริการ ร้านอาหาร เป็นต้น โดยสัดส่วนการถือหุ้นที่อนุญาตให้คนต่างชาติถือครองแตกต่างกันตามประเภทของธุรกิจ

สิทธิประโยชน์ในการลงทุน

          รัฐบาลฟิลิปปินส์ให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งและการจดทะเบียนธุรกิจกิจการที่จดทะเบียน BOI กิจการทั้งของท้องถิ่นและต่างชาติที่จดทะเบียนกับ Board of Investments (BOI) จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการลงทุนหากอยู่ในเงื่อนไข ดังนี้

1. เป็นกิจการที่ระบุใน Investment Priorities Plan (IPP)

2. หากเป็นกิจการที่มิได้อยู่ใน IPP ต้องเป็นการผลิตเพื่อส่งออกอย่างน้อยร้อยละ 50 (กรณีเป็นกิจการที่ต่างชาติถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 40) หรืออย่างน้อยร้อยละ 70 (กรณีกิจการที่ต่างชาติถือหุ้นเกินร้อยละ 40) สำหรับสิทธิประโยชน์ที่สำคัญ ได้แก่

1.การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล กิจการที่จดทะเบียนกับ BOI จะได้รับ ยกเว้นภาษีเงินได้นับจากปีที่เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในระยะเวลาแตกต่างกัน ดังนี้

- โครงการใหม่ที่เป็นโครงการบุกเบิก (Pioneer Status) 6 ปี

- โครงการใหม่ที่มิได้เป็นโครงการบุกเบิก (Non-pioneer Status) 4 ปี

- โครงการขยาย 3 ปี และโดยทั่วไปจำกัดเฉพาะรายได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น

- โครงการใหม่หรือโครงการขยายที่อยู่ในเขตห่างไกลความเจริญ (Less Developed Areas : LDAs) 6 ปี ไม่ว่าจะเป็นโครงการบุกเบิกหรือไม่โดยกิจการที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงมะนิลาจะไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ยกเว้นกิจการที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ของรัฐโครงการที่เกี่ยวข้องกับด้านบริการการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือผู้ส่งออกที่ขยายโครงการ

- โครงการปรับปรุงกิจการ 3 ปี และโดยทั่วไปจะจำกัดเฉพาะรายได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น

- โครงการใหม่และโครงการที่ตั้งอยู่ในเขต LDAs อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นอีก 1 ปี ถ้ากิจการนั้นมีการใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของต้นทุนวัตถุดิบในปีก่อนหน้า (ยกเว้น BOI กำหนดสัดส่วนสูงกว่านี้) หรือ สัดส่วนทุนต่อแรงงานไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน หรือ มีรายได้เงินตราต่างประเทศสุทธิอย่างน้อย 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อไป

2.การยกเว้นภาษีนำเข้า กิจการที่มีคลังสินค้าทัณฑ์บนจะได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าและชิ้นส่วน

3. การยกเว้นค่าธรรมเนียมท่าเรือ ภาษีส่งออก และค่าธรรมเนียมการนำเข้ากิจการที่จดทะเบียนภายใต้ IPP จะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมในการใช้ท่าเรือ ภาษีส่งออก และค่าธรรมเนียมการนำเข้าเป็นเวลา 10 ปีนับจากวันที่จดทะเบียน

4. การหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล กิจการสามารถนำรายจ่ายมาหักลดหย่อนรายได้ก่อนนำมาคำนวณภาษีเงินได้ ดังนี้

- ค่าจ้างแรงงานสามารถนำมาหักลดหย่อนได้กึ่งหนึ่ง หากการนั้นมีสัดส่วนทุนต่อแรงงานตามที่กำหนด และไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

- ค่าใช้จ่ายในการสร้างสาธารณูปโภคที่จำเป็น สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด หากกิจการนั้นตั้งอยู่ในเขตท้องถิ่นห่างไกลความเจริญที่ขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งนี้ ยกเว้นกิจการเหมืองแร่และป่าไม้ ซึ่งจำเป็นต้องอยู่ห่างไกลแหล่งวัตถุดิบอยู่แล้ว

5. การจ้างแรงงานต่างชาติ กิจการที่จดทะเบียนกับ BOI สามารถจ้างแรงงานต่างชาติในตำแหน่งผู้อำนวยการ ช่างเทคนิค และที่ปรึกษาได้ 5 ปีนับจากวันที่จดทะเบียน ทั้งนี้ ยกเว้นประธานบริษัท กรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการสร้างด้านการเงิน ไม่มีข้อจำกัดนี้

6. การผ่อนคลายพิธีการศุลกากร กิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการนำเข้าอุปกรณ์ ชิ้นส่วนอะไหล่วัตถุดิบและสินค้า และการส่งออกสินค้า โดยการผ่อนคลายระบบพิธีการศุลกากรเพื่อการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนขั้นตอนการขออนุมัติลงทุน

ระบบภาษีอากร

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

          อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลปัจจุบันกำหนดไว้ร้อยละ 30 โดยอัตราดังกล่าวคำนวณจากฐานเงินได้แตกต่างกันตามประเภทการจดทะเบียน ดังนี้

1. นิติบุคคลในประเทศ (Domestic Corporation) หมายถึงกิจการที่จดทะเบียนตามกฎหมายของฟิลิปปินส์คำนวณภาษีเงินได้จาก ฐานเงินได้สุทธิ (Net Income) ที่เกิดขึ้นจาก ทั่วโลก

2. นิติบุคคลต่างประเทศที่มีถิ่นที่อยู่ในฟิลิปปินส์ (Resident Foreign Corporation) หมายถึงกิจการที่จดทะเบียนในต่างประเทศภายใต้กฎหมายของต่างประเทศ และเข้ามาดำเนินกิจการในฟิลิปปินส์ (เช่น สาขาของสำนักงาน ใหญ่ในต่างประเทศ) คำนวณภาษีจาก ฐานเงินได้สุทธิ (Net Income) ที่เกิดขึ้นเฉพาะในฟิลิปปินส์

3. นิติบุคคลต่างประเทศที่มิได้มีถิ่นที่อยู่ในฟิลิปปินส์ (Non-resident Foreign Corporation) หมายถึงกิจการที่จดทะเบียนในต่างประเทศภายใต้กฎหมายของต่างประเทศและมิได้เข้ามาดำเนินกิจการในฟิลิปปินส์

          อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มปกติร้อยละ 12 แต่สินค้าบางรายการได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น การค้าหรือการนำเข้าสินค้าเกษตร ประมง ปศุสัตว์ และปุ๋ย การนำเข้าเครื่องมือใช้เฉพาะทางธุรกิจบริการบางประเภท หรือสิ่งของเครื่องใช้นำติดตัวเข้ามาเพื่อการพำนักในฟิลิปปินส์โดยมิได้เพื่อการจำหน่าย เป็นต้น

หลักเกณฑ์ในการนำเงินกลับประเทศ

          นักลงทุนต่างชาติไม่สามารถนำเงินกลับประเทศได้ทั้งหมดเนื่องจากกฎหมายฟิลิปปินส์ระบุไว้ให้นักลงทุนต่างชาติต้องเสียภาษีรายได้ส่วนบุคคลในอัตราร้อยละ 30

ข้อสังเกตในการทำการตลาด และการทำการค้า การลงทุนในประเทศฟิลิปปินส์

1. ถึงแม้ว่าประชาชนชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่จะมีฐานะยากจน แต่ชาวฟิลิปปินส์นิยมและให้การยอมรับสินค้าของประเทศไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้นในการทำการตลาดในฟิลิปปินส์ควรให้ความสำคัญไปยังสินค้าที่มีคุณภาพดี ราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ หากผู้ประกอบการต้องการเจาะตลาดลูกค้าระดับสูง ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญไปยังการสร้างแบรนด์ และผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงเนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูง

2. การลงทุนในฟิลิปปินส์ควรอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมหรือเขต เศรษฐกิจพิเศษเนื่องจากฟิลิปปินส์ยังมีปัญหาความไม่พร้อมของโครงสร้างพื้นฐานอยู่มาก นอกจากนี้การลงทุนในเขตดังกล่าวยังได้สิทธิประโยชน์ค่อนข้างสูง เช่น นอกจากจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 4-8 ปีแล้ว หลังจากนั้นยังมีสิทธิเลือกเสียภาษีในอัตราพิเศษร้อยละ 5 ของรายได้รวมอีกด้วยค่อนข้างสูง เนื่องจากการเดินทางข้ามเมืองไม่สะดวกและอาจต้องใช้เวลานาน นอกจากนี้ยังต้องระวังปัญหาด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วย

3. ความไม่พร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเส้นทางคมนาคม ท่าเรือสนามบินและไฟฟ้าการขาดแคลนอุตสาหกรรมสนับสนุน ปัญหาการตกค้างของสิ่งปฏิกูลและมลภาวะทางอากาศ โดยเฉพาะในเขตเมืองหลวงรวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มักเกิดขึ้นรุนแรงบ่อยครั้ง และความวุ่นวายทางการเมืองเป็นปัจจัยที่พึงตระหนักสำหรับนักลงทุนไทย

ที่มา : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

Copyright © 2013 AEC Consult & Connect Co.,Ltd.
All rights reserved.

Log in to your account or สมัครสมาชิก