เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

Login to your account

Username
Password *
Remember Me

Create an account

Fields marked with an asterisk (*) are required.
Name
Username
Password *
Verify password *
Email *
Verify email *
Login

คู่มือการค้าและการลงทุนไทย

          ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ที่อยู่ในตำแหน่งที่ตั้งที่สำคัญและเป็น ประตูสู่เอเชีย มีพื้นที่อยู่ในตำแหน่งที่ตั้งที่เป็นทางผ่านไปยังประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชีย ซึ่งสามารถเข้าถึงตลาดต่างๆ  ในภูมิภาคได้อย่างสะดวก และตลาดผู้บริโภคในประเทศเองยังเป็นตลาดที่สำคัญที่มีจำนวนผู้บริโภคถึง 67 ล้านคน

          ในปี 2555 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 6.4 โดยภาคอุตสาหกรรมเป็นภาคการผลิตที่มีบทบาทสูง ภาคเกษตรเป็นแหล่งสร้างรายได้หลักของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศและเป็นฐานในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจไทย

ในปี 2555 การส่งออกของไทยมีมูลค่า 229,518.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

          ตลาดส่งออกหลัก คือ จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น  ฮ่องกง  มาเลเซีย  อินโดนีเซีย  สิงคโปร์ ออสเตรเลีย  เวียดนาม อินเดีย

          สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ  เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ น้ำมันสำเร็จรูป  ยางพารา เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า

          ตลาดนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน  สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย สวิตเซอร์แลนด์ เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ไต้หวัน และสิงคโปร์

          สินค้านำเข้า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าทุน สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เชื้อเพลิง สินค้าอุปโภคบริโภค ยานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง

จุดแข็ง (Strength)

          ประเทศไทยมีระบบทางหลวงที่ไม่เพียงเชื่อมต่อพื้นที่ต่างๆ ที่ครอบคลุมทุกจังหวัดในประเทศไทย แต่ยังเชื่อมต่อไปยัง ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว, กัมพูชา และเวียดนาม ประเทศไทยยังมีสนามบินนานาชาติ 7 แห่ง ท่าเรือน้ำลึก 6 แห่ง และท่าเรือนานาชาติ 2 แห่งที่รองรับตู้คอนเทนเนอร์, ถังเก็บขนาดใหญ่ และสินค้าประเภทของเหลว

นโยบายส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

        นโยบายการลงทุนเน้นในเรื่องความมีอิสระและการสนับสนุนการค้าเสรี การลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนที่สนับสนุนการพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ จะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาล โดยมีการให้มาตรการจูงใจทางภาษีอากรผ่านทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนด้วยการยกเว้นหรือลดการจัดเก็บภาษีบริการและการนำเข้าสำหรับกิจกรรมที่ได้รับการส่งเสริม

          บริษัทที่ได้รับสิทธิพิเศษในการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจะไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับสัดส่วนการถือครองหุ้นของต่างชาติในภาคการผลิต รวมทั้งไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนภายในประเทศหรือการส่งออก

ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ระหว่างการจัดทำยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 โดยยุทธศาสตร์ใหม่มีแนวทางที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการส่งเสริมการลงทุนจากเดิมที่ให้ส่งเสริมเกือบทุกกิจการมาเป็นส่งเสริมแบบมีเป้าหมายชัดเจน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ดังนี้

1.กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์

2.กลุ่มอุตสาหกรรมพื้นฐาน

3. กลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์และเครื่องมือวิทยาศาสตร์

4. กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนและบริการด้านสิ่งแวดล้อม

5. กลุ่มธุรกิจบริการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม

6. กลุ่มเทคโนโลยีพื้นฐานขั้นสูง

7. อุตสาหกรรมอาหารและแปรรูปสินค้าเกษตร

8. อุตสาหกรรม Hospitality & Wellness

9.อุตสาหกรรมยานยนต์และอุปกรณ์ขนส่งอื่นๆ

10. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

          นอกจากนี้จะมีการปรับเปลี่ยนการส่งเสริมตามเขตพื้นที่ (Zones) เป็นการส่งเสริมให้เกิดคลัสเตอร์ อุตสาหกรรมใหม่ในภูมิภาค (New Regional Clusters) สำหรับการให้สิทธิประโยชน์แก่โครงการที่ได้รับส่งเสริมภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ  1. สิทธิประโยชน์พื้นฐาน (Basic Incentives) และ 2.สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการ (Merit-based Incentives)

          ประเทศไทยยังได้รับการมองจากทั่วโลกว่าเป็นเจ้าบ้านที่ให้การต้อนรับอย่างมีไมตรีจิต ความเป็นมิตรของผู้คนและวัฒนธรรมไทยที่หลากหลายทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกปลอดภัยเหมือนอยู่บ้านเมื่อมาที่ประเทศไทย

          ในส่วนของบริการด้านการดูแลสุขภาพ ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากทั่วโลกด้วยทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการรับรองในระดับนานาชาติ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ที่ทันสมัย การท่องเที่ยวควบคู่บริการด้านการดูแลสุขภาพคือ

          การท่องเที่ยวแขนงหนึ่งที่มีการเติบโตมากที่สุด โดยมีนักท่องเที่ยวนานาชาติเข้ามาใช้บริการและรับความสะดวกสบายจากระบบการดูแลสุขภาพในระดับโลกของไทยจำนวนมาก

จุดอ่อน (Weakness)

          สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ วิเคราะห์ว่าประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาผลิตภาพการผลิตรวมของภาคอุตสาหกรรม บริการและเกษตรที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ดังนี้

          ภาคอุตสาหกรรม เป็นภาคการผลิตที่มีบทบาทสูงต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงสุดคือ ร้อยละ 5.1 โดยปิโตรเลียม อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีสัดส่วนของการผลิตสูงถึงร้อยละ 41.8 ของภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด

          ภาคเกษตร แม้ว่ามีการเติบโตน้อยกว่าภาคการผลิตอื่นๆ แต่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เนื่องจากเป็นแหล่งรายได้หลักของคนส่วนใหญ่และเป็นฐานในการสร้างมูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรม ปัจจุบันมีการใช้ผลผลิตการเกษตรเป็นวัตถุดิบด้านอาหาร พลังงาน และวัสดุชีวภาพมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ไม่สามารถพัฒนาผลิตภาพการผลิตได้ทันต่อสภาพ การแข่งขันในตลาดโลก และยังไม่ได้ยกระดับการผลิตและแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเท่าที่ควร

          ภาคบริการ มีบทบาทต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน เพราะเป็นแหล่งจ้างงานขนาดใหญ่ของประเทศ โดยสัดส่วนแรงงานสูงถึงร้อยละ 45 ของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่แรงงานในภาคนี้ส่วนใหญ่ยังคงเป็นแรงงานระดับล่าง ดังนั้น สัดส่วนค่าตอบแทนแรงงานต่อมูลค่าเพิ่มของภาคบริการจึงค่อนข้างต่ำ

          ปัจจุบันสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพิ่มสูงขึ้น โดยการส่งออกของไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้าอุตสาหกรรมยังเป็นสินค้าส่งออกหลัก แต่ยังต้องพึ่งพิงการนำเข้าในสัดส่วนที่สูง โดยอัตราส่วนการนำเข้าต่อการผลิตในประเทศของสินค้าและบริการเพิ่มจาก 2:1 ในปี 2535-39 เป็น 4:1 ในปี 2550-2554

          ประเทศไทยต้องเผชิญกับ Middle Income Trap แม้ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และรายได้ ต่อหัวสูงขึ้น แต่ก็ยังสูงไม่มากพอ เพราะอัตราการเติบโตผันผวนตามบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง และยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับเศรษฐกิจต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การดูดซับองค์ความรู้ เพื่อยกระดับห่วงโซ่มูลค่าของการผลิต เป็นต้น

          สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ ทางรายได้ของประชากรและโอกาสการเข้าถึงทรัพยากร ทำให้สัดส่วนรายได้ระหว่างกลุ่มคนรวยร้อยละ 10 ของประชากร กับกลุ่มคนจนร้อยละ 10 ของประชากร มีความแตกต่างกันถึง 22.8 เท่า ในปี 2552 เป็นสาเหตุนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ

          สถานการณ์สิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนรูปแบบการบริโภค ภาคการผลิตจึงจาเป็นต้องปรับตัวและพัฒนาการผลิตให้มีประสิทธิภาพ (Green production & Green productivity) ลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซ CO2 สร้างอาชีพสีเขียว (Green Jobs) เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green products) และตอบสนองความต้องการผู้บริโภค (Green demands)

อัตราภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล ร้อยละ  10-30

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ร้อยละ 10-15

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 7

 ที่มา : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

Copyright © 2013 AEC Consult & Connect Co.,Ltd.
All rights reserved.

Log in to your account or สมัครสมาชิก