เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

Login to your account

Username
Password *
Remember Me

Create an account

Fields marked with an asterisk (*) are required.
Name
Username
Password *
Verify password *
Email *
Verify email *
Login

สร้างคนแบบสิงคโปร์ เวียดนาม

บทความนิตยสาร Mix ฉบับเดือนมกราคม 60 โดยเกษมสันต์ วีระกุล

ผลการทดสอบความสามารถของเด็กซึ่งเขาจัดทำกันทุก 3 ปีจากเด็กอายุ 15 ปีจำนวนกว่าครึ่งล้านคนทั่วโลก ที่เรียกว่า PISA หรือ โครงการประเมินนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Students Assessment) ของปีล่าสุดคือ ปีพ.ศ. 2558 ออกมาแล้ว ผมขอเลือกเฉพาะประเทศที่น่าสนใจมาให้ดูกันนะครับ

AJ456s

เห็นแล้วน่าตกใจใช่มั้ยครับ เพราะผลการทดสอบของเด็กไทยเราตกทั้งสามวิชาอีกแล้ว ดูจากคะแนนย้อนหลัง ไปอีกสองครั้ง เด็กไทยเราก็ได้ประมาณนี้แหล่ะครับ คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยหรือสอบตกทั้งสามวิชาตลอดเลย ต่างจากสิงคโปร์ซึ่งเคยได้ที่ 5 จากการทดสอบในปีพ.ศ. 2552 และ ที่ 2 ในปี 2555 มาปีนี้คว้าที่ 1 เลย แต่จะว่า ไปแล้วผลการทดสอบปีที่แล้วซึ่งสิงคโปร์ได้ที่ 2 แพ้เด็กเด็กจีนก็เพราะในปีนั้นจีนเขาทดสอบเฉพาะเด็กใน เซี่ยงไฮ้เท่านั้น พอปีล่าสุดจีนเขาเพิ่มเอาอีกสามเมืองคือ ปักกิ่ง เซียงจูและกวางตุ้งเข้ามา ทำเอาอันดับของจีน ร่วงลงไปอยู่ที่ 10 เลยทีเดียว

แต่ที่ดีขึ้นผิดหูผิตาจนคนทั้งโลกต้องพูดถึงคือเวียดนามซึ่งเพิ่งเข้าร่วมทดสอบ PISA ครั้งแรกในการทดสอบครั้งที่ แล้วคือปีพ.ศ. 2555 ซึ่งปีนั้นเด็กเวียดนามสอบได้ที่ 17 ของโลกได้คะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ 525 การอ่าน  487 คณิตศาสตร์495 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยและสูงกว่าเมืองไทยซึ่งได้คะแนน 438 / 438 และ 427 ตามลำดับ แต่พอมาปี นี้เด็กเวียดนามสอบได้ที่ 8 ของโลก พุ่งแซงเด็กฮ่องกง จีน เกาหลีใต้ อังกฤษและเยอรมนีขึ้นมาอย่างน่าอะเมซิ่ง

มาลองดูกันครับว่าทำไมเด็กสิงคโปร์และเด็กเวียดนามถึงได้เก่งอย่างนี้

สิงคโปร์นั้นถือว่าการศึกษาคือหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศตามแนวทางที่อดีตนายกฯ ลี กวนยิววางเอาไว้ให้

การเรียนการสอนแบบ Bilingual โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักและให้เด็กเลือกเรียนอีก3 ภาษา คือจีนกลาง หรือแมนดาริน มลายู และทมิฬนั้นทำให้คนสิงคโปร์กว่า 90% และสามารถพูดได้สองภาษาหรือมากกว่า ที่สำคัญสิงคโปร์เขาเน้นให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่ชอบและอยากศึกษา ให้ฝึกคิดวิเคราะห์มากกว่าท่องจำ เป็นการสอนแบบTeach Less, Learn More

แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดผมว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่สิงคโปร์เขาเน้นมาโดยตลอดก็คือมาตรฐานการสอนซึ่งสิงคโปร์มองว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของระบบการศึกษาดังนั้นตั้งแต่ก่อร่าง สร้างประเทศในปี พ.ศ. 2508 สิงคโปร์จึงได้ลงทุนอย่างมากและต่อเนื่องเพื่อสร้างมาตรฐานการสอนให้มีคุณภาพสูงที่สุดในโลกให้ได้ โดยเขาทำให้อาชีพครูเป็น อาชีพที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ใช้เงินเดือนและเกียรติมาเป็นปัจจัยดึงดูดคนที่เรียนเก่งที่สุด5% แรกของประเทศอยาก จะมาเป็นครูให้ได้ และกำหนดให้ครูทุกคนจะต้องผ่านการฝึกอบรมที่สถาบันการศึกษาแห่งชาติ เพื่อให้สามารถ ควบคุมคุณภาพของครูได้อย่างเต็มที่ และทำให้ครูใหม่ทุกคนมีสามารถในการสอน และสามารถเดินเข้าสู่ห้องเรียนไปสอนได้ด้วยความมั่นอกมั่นใจแต่ที่ต้องขีดเส้นใต้เอาไว้ก็คือสิงคโปร์เขาทำเรื่องทั้งหมดนี้อย่างต่อเนื่อง ครับ ถ้าไม่ทำอย่างต่อเนื่องก็จะไม่ประสบความสำเร็จแบบนี้

ส่วนเวียดนามนั้น นักการศึกษาทั่วโลกได้เข้าไปวิจัยและได้ข้อสรุปคล้ายกันว่าปัจจัย ที่ทำให้เขาประสบ ความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาคือ วัฒนธรรมของเวียดนาม เช่นความขยันของนักเรียน การทำงานหนักของครู และบทบาทของพ่อแม่

ครูเวียดนามสอนภายใต้ระเบียบวินัยที่เคร่งครัด ทำงานหนัก รับผิดชอบงานสอนเป็นหลัก เน้นผลการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างมาก ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของโรงเรียนที่ถูกส่วนกลางควบคุมอย่างเข้มงวดนักเรียนเวียดนามเป็นคนขวนขวายมีความขยันเป็นพื้นฐาน และมีทัศนคติว่าความสำเร็จทางการศึกษาเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดของชีวิตเขา เด็กเวียดนามจึงทุ่มเทอย่างจริงจังและขยันเรียนมากกว่าเด็กชาติอื่นๆขณะที่พ่อแม่เวียดนามก็มีความคาดหวังสูงกับลูก จึงติดตามผลการเรียนอย่างใกล้ชิด และให้ความร่วมมือกับครูและยังช่วยระดมทุนให้โรงเรียน อีกด้วย

แม้ว่าจำนวนโรงเรียนของเวียดนามจะมีน้อยกว่าประเทศอื่นๆ แต่ทุกโรงเรียนกลับมีมาตรฐานสูงเทียบเท่าสากล เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ แม้ว่าจะมีจำนวนน้อยกว่าประเทศอื่นๆแต่คอมพิวเตอร์แทบทุกเครื่องของโรงเรียน วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในเวียดนามสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านเคเบิลใยแก้วซึ่งรัฐบาลร่วมกับเอกชนมาช่วยกันวางรากฐานเอาไว้ให้ ธนาคารโลกเคยเข้ามาทำการศึกษาและพบว่านักเรียนมัธยมของเวียดนาม 99.9% สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต

เรื่องไอทีกับการศึกษานี้รัฐบาลเวียดนามไม่ได้หยุดอยู่แค่การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้สถาบันการศึกษาเท่านั้น แต่กลับมองไปไกลถึงโครงการมหาวิทยาลัยเสมือนหรือ Virtual University โดยไปขอความช่วยเหลือจากเกาหลีใต้ให้มาช่วยเหลือในโครงการมหาวิทยาลัยเสมือน Virtual University ที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งฮานอย และโปรแกรม e-Learning ของมหาวิทยาลัยเปิดแห่งฮานอยโดยรัฐบาลเวียดนามตั้งเป้า ที่จะใช้ ICT เพื่อการพัฒนานวัตกรรมและมาตรฐานของการเรียนการสอนให้สูงขึ้นไปอีก และยังมีนโยบายที่จะ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนทั้งประเทศ โดยตั้งเป้าจะทำให้นักเรียน และประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ ทุกที่และทุกเวลาที่ต้องการ

เรื่องสุดท้ายที่สะท้อนว่าเวียดนามเขาเอาจริงเอาจังกับเรื่องการศึกษาของประเทศก็คือเรื่องงบประมาณเพื่อการศึกษาครับ แม้ว่าเศรษฐกิจจะพัฒนาน้อยกว่าประเทศอื่นๆ แต่เขาจัดงบประมาณเพื่อการศึกษาสูงมาก คิดเป็น 24% ของงบประมาณของรัฐบาล หรือคิดเป็น6.3% ของ GDP แม้ว่าเมื่อคิดเป็นเม็ดเงินจริงๆแล้วจะยังต่ำกว่างบ ประมาณเพื่อการศึกษาของประเทศอื่นๆ แต่การใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพรวมกับวัฒนธรรมและยุทธศาสตร์ ต่างๆที่ผมเขียนถึงไปข้างต้นของเวียดนามก็ยังเพียงพอที่จะทำให้เด็กเวียดนามเก่งติด 1 ใน 10 ของโลกได้อย่าง ไม่ยากเย็น

*****

เชิญติดตามอ่านบทความตอนอื่นๆ ได้ที่

Website :http://www.aecconsultandconnect.co.th

Fanpage :http://www.facebook.com/KasemsantAec

 

Copyright © 2013 AEC Consult & Connect Co.,Ltd.
All rights reserved.

Log in to your account or สมัครสมาชิก