เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

Login to your account

Username
Password *
Remember Me

Create an account

Fields marked with an asterisk (*) are required.
Name
Username
Password *
Verify password *
Email *
Verify email *
Login

ระบบการศึกษาในสิงคโปร์และเวียดนาม

คอลัมน์ AEC for Happy Family กับเกษมสันต์ ฉบับปักษ์หลัง เดือนมกราคม 2560

คุณแม่คุณพ่อครับผลการทดสอบความสามารถของเด็กซึ่งเขาจัดทำกันทุก 3 ปีจากเด็กอายุ 15 ปี จำนวนกว่า ครึ่งล้านคนทั่วโลก ที่เรียกว่า PISA หรือ โครงการประเมินนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Students Assessment) ขององค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของปี ล่าสุดคือ ปีพ.ศ. 2558 ออกมาแล้วครับ โดยการทดสอบนั้นเขาเน้นที่ 3 วิชาซึ่งมีความสำคัญอย่างสูงต่อการพัฒนา ประเทศในอนาคตคือ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และการอ่านครับ

เด็กสิงคโปร์ซึ่งเคยสอบได้ที่สองเมื่อ 3 ปีที่แล้ว มาถึงปีนี้แสดงฝีมือได้ดีเยี่ยมด้วยการแซงเด็กทั้งโลกสอบได้ที่ 1 ตามด้วยเด็กญี่ปุ่น เอสโตเนีย ไต้หวันและฟินแลนด์ ซึ่งได้ที่ 2 ถึง 5 ตามลำดับ ส่วนเด็กจีนซึ่งคราวที่แล้วสอบได้ ที่ 1 นั้นเป็นเด็กจีนเฉพาะที่อยู่ในเซี่ยงไฮ้เท่านั้น คราวนี้พอไปเอาเด็กอีก 3 สามเมืองคือปักกิ่ง เซียงจูและกวางตุ้ง เพิ่มเข้ามา เล่นทำเอาอันดับของจีนตกลงไปอยู่ที่ 10 เลยทีเดียวครับ ส่วนเด็กไทยเรานั้นตกทั้งสามวิชาได้คะแนน น้อยกว่าคะแนนเฉลี่ยเหมือนเคย ปีล่าสุดได้ที่ 54 แย่พอๆกับการทดสอบสองครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2555 และพ.ศ. 2552 ซึ่งสอบเด็กไทยตกได้ที่ 50 ทั้งสองครั้ง

แต่ที่คะแนนและอันดับดีขึ้นมากจนโลกตะลึงคือเด็กเวียดนามซึ่งเพิ่งเข้าร่วมทดสอบ PISA ครั้งแรกในปี 2555 ซึ่งเด็กเวียดนามสอบได้ที่ 17 ของโลกได้คะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ 525 การอ่าน 487 คณิตศาสตร์ 495 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยทั้งสามวิชาคือ493, 493และ490 คะแนน สูงกว่าเด็กไทยซึ่งได้ 438 438 และ 427 คะแนนตามลำดับ ทำให้เด็กเวียดนามสอบได้ที่ 8 ของโลกในปีนี้ พุ่งแซงแม้กระทั่งเด็กฮ่องกง จีน เกาหลีใต้ อังกฤษ เยอรมนีและ สหรัฐได้อย่างน่าทึ่ง คะแนนประเทศที่เหลือที่ผมคิดว่าน่าสนใจดังตารางข้างล่างนี้ครับ

 AJ456s

รวบรวมจาก โครงการประเมินนักเรียนร่วมกับนานาชาติ

(Programme for International Students Assessment : PISA)

ทีนี้มาดูกันครับว่าทำไมเด็กสองประเทศคือสิงคโปร์และเวียดนามถึงทำการทดสอบได้ดีเหลือเกิน เริ่มกันที่ สิงคโปร์ซึ่งเขาถือว่าการศึกษาคือหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศตามแนวทางที่อดีตนายกฯ ลี กวนยิววางแนวทางเอาไว้ให้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศ แถมการเรียนการสอนแบบ Bilingual ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักและให้เลือกเรียนภาษาแม่ที่มีอยู่อีก3 ภาษาคือภาษาจีนแมนดาริน ภาษามลายูและภาษาทมิฬมาบังคับใช้ในโรงเรียน ทำให้เด็กสิงคโปร์กว่า 90% นั้นรู้หนังสือและสามารถพูดได้สองภาษาหรือมากกว่า แถมวิธีการสอนในสิงคโปร์ ก็เน้นให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้ในสิ่งที่พวกเขาชอบและอยากจะเรียนจริงๆและเน้นให้ฝึกการคิดวิเคราะห์มากกว่า ที่จะให้ท่องจำ ที่เรียกว่า Teach Less, Learn More

แต่เรื่องสำคัญที่สุดซึ่งทำให้ระบบการศึกษาของสิงคโปร์มีความยอดเยี่ยมได้ถึงขนาดนี้ก็คือมาตรฐานของการสอนซึ่งสิงคโปร์ได้ลงทุนอย่างมากเพื่อให้ได้ระบบการสอนที่มีมาตรฐานสูงที่สุดด้วยวิธีที่ทำให้อาชีพครูเป็น อาชีพที่มีเกียรติและมีรายได้สูงจนเกิดแรงดึงดูดให้คนที่เรียนเก่งที่สุด5% แรกของประเทศอยากจะมาเป็นครู พอได้คนที่เก่งเข้ามาเป็นครูแล้ว สิงคโปร์ยังเน้นการเตรียมความพร้อมให้ครูให้ดีเยี่ยม ด้วยการบังคับให้ครูทุกคน จะต้องผ่านการฝึกอบรมที่สถาบันการศึกษาแห่งชาติของสิงคโปร์ก่อนจะได้ไปลงสนามไปสอนจริงการบังคับ เช่นนี้ทำให้สิงคโปร์สามารถควบคุมคุณภาพครูได้อย่างเต็มที่ และครูใหม่ทุก คนก็จะสามารถที่จะเดินเข้าห้องเรียนไปสอนเด็กได้ด้วยความมั่นอกมั่นใจวิธีการทั้งหมดนี้ที่ผมเขียนมานี้สิงคโปร์เขาทำกันต่อเนื่องและ สม่ำเสมอเป็นระยะเวลานานหลายสิบปีเลยทีเดียว กว่าจะมาถึงจุดนี้ที่เป็นที่หนึ่งของโลกได้

ส่วนที่เวียดนามนั้น ปัจจัยที่ทำให้เวียดนามประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาก็คือวัฒนธรรมของเวียดนาม เช่น การทำงานหนักของครู ความขยันของนักเรียนและบทบาทของคุณแม่คุณพ่อครับครูที่นั่นจะต้องสอนภายใต้ระเบียบวินัยที่เคร่งครัด มีเสรีภาพน้อยเพราะครูจะถูกส่วนกลางควบคุมอย่างเข้มงวด โดยครูจะต้อง รับผิดชอบงานสอนเป็นสำคัญและต้องเน้นผลการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นหลัก ส่วนนักเรียนเวียดนามนั้นโดยพื้นฐานเป็นคนขวนขวายมีความขยันขันแข็งสู้กับชีวิตและถูกปลูกฝังทัศนคติตั้งแต่ยังเล็กว่าความสำเร็จทางการศึกษาเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดของชีวิต เด็กเวียดนามจึงขยันเรียนทุ่มเทอย่างจริงจังมากกว่าเด็กชาติอื่นๆ ขณะที่คุณแม่คุณพ่อเวียดนามก็มักจะตั้งความหวังไว้สูงกับลูกๆ พวกเขาจึงคอยติดตามผลการเรียนของลูกรักอย่างใกล้ชิด แถมยังยินดีให้ความร่วมมือกับครูในเรื่องต่างๆและยังเต็มใจช่วยกันระดมทุนให้โรงเรียนอีกด้วย

แม้ว่าเวียดนามจะมีจำนวนโรงเรียนน้อยกว่าประเทศอื่นๆ แต่ทุกโรงเรียนของเขากลับมีมาตรฐานสูงเทียบเท่า สากล เหมือนกับคอมพิวเตอร์แม้ว่าจะมีจำนวนน้อยกว่าประเทศอื่นๆแต่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องของโรงเรียน วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ในเวียดนามสามารถต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเคเบิลใยแก้วซึ่งรัฐบาลร่วมกับภาคเอกชน ช่วยกันวางรากฐานเอาไว้ให้ ธนาคารโลกเคยเข้ามาศึกษาเรื่องนี้และพบว่านักเรียนมัธยมของเวียดนาม 99.9% นั้นสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ แต่เวียดนามไม่ได้หยุดอยู่แค่การต่ออินเตอร์เน็ตให้กับสถาบันการศึกษาเท่านั้น วันนี้เขามองไปไกลถึงโครงการ มหาวิทยาลัยเสมือน (Virtual University) โดยไปขอให้เกาหลีใต้เข้ามาช่วยเหลือในโครงการมหาวิทยาลัยเสมือนที่ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งฮานอยและโปรแกรม e-Learning ของมหาวิทยาลัยเปิดแห่งฮานอย โดยเวียดนามมีเป้าหมายที่จะใช้ ICT มาพัฒนานวัตกรรมและมาตรฐานของการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้นไปอีก และมีนโยบายที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนทั้งประเทศ โดยตั้งเป้าที่จะทำให้นักเรียน และประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่และทุกเวลาที่พวกเขาต้องการ

แม้ว่าเศรษฐกิจจะพัฒนาน้อยกว่าประเทศอื่นๆ แต่เวียดนามก็กล้าจัดงบประมาณเพื่อการศึกษาเอาไว้สูงมากคิดเป็น 24% ของงบประมาณของรัฐบาลหรือคิดเป็น 6.3% ของ GDP แม้ว่าเมื่อคิดเป็นเม็ดเงินจริงๆแล้วจะยังน้อย กว่างบประมาณเพื่อการศึกษาของประเทศอื่นๆแต่เขาก็เน้นการใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ เมื่อรัฐบาลมีวิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ เด็กคุณแม่คุณพ่อและครูมีวัฒนธรรมที่ดีแถมมีเป้าหมายชัดเจน เด็กเวียดนามเลยเก่งแซงหน้า เด็กไทยไปนานหลายปีแล้วครับ

******

เชิญติดตามอ่านบทความตอนอื่นๆ ได้ที่
Website :http://www.aecconsultandconnect.co.th
Fanpage :http://www.facebook.com/KasemsantAec

 

Copyright © 2013 AEC Consult & Connect Co.,Ltd.
All rights reserved.

Log in to your account or สมัครสมาชิก