เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

Login to your account

Username
Password *
Remember Me

Create an account

Fields marked with an asterisk (*) are required.
Name
Username
Password *
Verify password *
Email *
Verify email *
Login

อีกไม่กี่ปีประเทศไทยจะเข้าสู่ AEC

อีกไม่กี่ปีประเทศไทยจะเข้าสู่ AEC กันแล้ว และเมื่อเป็น AEC แล้วประเทศไทยของเราก็เหมือนไม่มีพรมแดน ทางเศรษฐกิจ คนที่จะมาค้าขาย มาตั้งบริษัท หรือมาลงทุนในไทย ก็คงต้องเปรียบเทียบอัตราภาษีทั้งหมดของเรา ซึ่งปัจจุบันอัตรา ภาษีนิติบุคคล บุคคลธรรมดา ของเราค่อนข้างสูงกว่าของประเทศอื่นขณะที่อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ของเราค่อนข้างต่ำ ดังนั้น กรมสรรพากรควรจะได้เตรียมโครงสร้างภาษีระยะยาว ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าต้องลดทั้ง อัตราภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาขณะเดียวกันภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งมีแนวโน้มว่าต้องปรับให้สูงขึ้น จะเอาอย่างไร ถ้าไทยไม่ปรับโครงสร้างภาษีอากรให้อยู่ในระดับที่ แข่งขันกับประเทศ AEC ได้ สิ่งที่ เกิดขึ้นก็คือ นอกจากบริษัทต่างชาติจะมาจดทะเบียนลงทุน หรือค้าขายกับเราไม่มากเท่า ประเทศอื่นๆ แล้วบริษัทของไทยเอง ก็คงต้องหาทางไปจดทะเบียนบริษัทในประเทศ AEC ที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า แม้ว่าบริษัทไทยแห่งนั้นจะยังทำธุรกิจ ในไทยเหมือนเดิม แต่เขาก็ต้องหาวิธีบริหารภาษีโดยการไปจดทะเบียนบริษัทในประเทศที่ภาษีต่กว่าไทย เช่น สิงคโปร์ และก็ไปเสียภาษีที่โน่นนั่น หมายความว่า พอเราเป็น AEC แล้วนอกจากอัตราภาษีที่สูงกว่าประเทศ สมาชิกจะไม่ดึงดูดต่างชาติมาลงทุนแล้ว บริษัทไทยและคนไทยอาจหนีไปต่างประเทศอย่างถูกกฎหมายอีกด้วย จะเห็นว่าไทยเราไม่มีทางเลือกว่าจะลดหรือไม่ลดอัตราภาษีตรงกันข้ามมันเป็นหมากบังคับให้ต้องลด แต่การปรับ ลดอัตราภาษีทั้งสองตัวนี้นอกจากจะกระทบการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ยังจะมีผลต่อเนื่อง ต่อนโยบายการ ส่งเสริมการลงทุนของไทย ซึ่งปัจจุบันยังเน้นการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอีกด้วย เพราะเมื่อลด อัตราภาษีไปแล้วแรงดึงดูดด้านภาษีก็ลดลงแล้วบีโอไอจะทำยังไง ไทยเราพร้อมหรือยังที่จะปฏิรูปแนวทาง การส่ง เสริมการลงทุนไปสู่การใช้เครื่องมือการส่งเสริม ที่ไม่ใช่สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรและส่งเสริมการลงทุน แบบเฉพาะเจาะจงอุตสาหกรรมให้มากกว่านี้หรือไม่ ซึ่งทราบว่าหลาย ประเทศที่ต่างชาตินิยมไปลงทุนหรือไปจัดตั้งเป็นสำนักงานภูมิภาค เขาใช้มาตรการส่งเสริม การลงทุนแบบไม่ใช่สิทธิประโยชน์ทางภาษีกันอยู่และได้ผลดีเสียด้วย ที่สำคัญนี่เรากำลังเปรียบเทียบกับโครงสร้าง ภาษีในปัจจุบันของประเทศคู่แข่งนะครับ เรารู้ได้ยังไงว่าเขาจะไม่ลดภาษีลง อีกเพื่อให้ประเทศเขาได้ประโยชน์ สูงสุดเมื่อเป็น AEC กันแล้วและนั่นเองที่ทำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังสมัยนั้นได้ผลักดันให้กระทรวง การคลังเร่งจัดทำบลูพรินต์ของโครงสร้างภาษีอากรของประเทศขึ้น เพื่อมองไปไกลๆ ข้างหน้าว่า เมื่อมี AEC แล้ว โครงสร้างภาษีอากรจะเป็นอย่างไร ซึ่งก่อนพวกเราจะพ้นจากตำแหน่ง กระทรวงการคลังก็มีบลูพรินต์ของโครง สร้างภาษีไว้แล้ว แต่การปรับโครงสร้างภาษีอย่างเดียวยังไม่พอนะครับ เราต้องลงทุนโครงสร้างสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานอีกอย่างน้อย 5.5 ล้านล้านบาท ภายใน 10 ปี นี่แค่จะทำให้เรามีโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ดีระดับเดียวกับประเทศคู่แข่งนะครับ ถ้าหากสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของไทยไม่ดีพอ จะทำให้ต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ของไทยสูงกว่าคู่แข่ง ลดความ สามารถการแข่งขันของประเทศ ภาษีนิติบุคคลกับภาษีบุคคลธรรมดาต้องลดภาษีมูลค่าเพิ่มก็ขึ้นไม่ได้ เงินลงทุนใน โครงสร้างสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานก็ยังต้องใช้อีกมากแล้ว รัฐบาลจะเอาเงินจากที่ไหนมาลงทุน คำตอบที่ คนส่วนใหญ่ตอบก็คือ ให้เอกชนมาร่วมลงทุนแบบที่เรียกว่า Public Private Participation หรือ PPP คือ รัฐบาลลงทุนบางส่วน เอกชนลงทุนบางส่วน แต่เอกชนไม่ว่าจะไทยหรือเทศเขาจะตัดสินใจมาร่วมลงทุน กับรัฐบาลไทย ก็ต่อเมื่อ เขามีความชัดเจนว่าไทยเราจะก้าวไปทางไหน หรือพูดแบบวิชาการหน่อยก็คือ เรามียุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศเมื่อเราเข้าสู่การเป็น AEC อย่างไร? โดย เกษมสันต์ วีระกุล ที่ปรึกษาสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์

อัพเดตล่าสุดเมือ วันพฤหัสบดี, 16 กุมภาพันธ์ 2560 17:10

ฮิต: 5805

หมวดหมู่รอง

  • Fact & Figure
  • policy
  • ข้อผูกพัน AEC
  • บทความ Mix Magazine
  • บทความ Mother & Care

    คงได้ยินกันมาบ่อยพอสมควรนะครับคำว่า AEC นี่ แต่คงยังไม่ค่อยมีเวลาทำความเข้าใจกับมันซักเท่าไหร่ ไม่เป็นไรนะครับ อ่านคอลัมน์นี้ไปเรื่อยๆก็จะเข้าใจ AEC มากขึ้น ที่สำคัญจะได้เตรียมเจ้าตัวเล็กให้เป็นเด็ก ที่พร้อมที่จะเติบโตมาใน AEC อย่างผู้ชนะครับ


    ยินดีต้อนรับคุณแม่สมัยใหม่ (และคุณพ่อสมัยใหม่) สู่โลกของ AEC ครับ

     

    คงได้ยินกันมาบ่อยพอสมควรนะครับคำว่า AEC นี่ แต่คงยังไม่ค่อยมีเวลาทำความเข้าใจกับมันซักเท่าไหร่ ไม่เป็นไรนะครับ อ่านคอลัมน์นี้ไปเรื่อยๆก็จะเข้าใจ AEC มากขึ้น ที่สำคัญจะได้เตรียมเจ้าตัวเล็กให้เป็นเด็ก ที่พร้อมที่จะเติบโตมาใน AEC อย่างผู้ชนะครับ

     

    ที่ผมให้ความสำคัญกับ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือ Asean Economic Community (AEC ) มากและเป็นคนแรกๆของเมืองไทยที่ออกมาพูดเรื่องนี้ก็เพราะผมเห็นว่าเมื่อถึงปลายปี 2558 ที่เราจะเข้าสู่ AEC กันอย่างเต็มตัวนั้น มันจะเป็นเหมือน “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ของเมืองไทย ว่าจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น หรือจะก้าวหน้าได้ช้าลงเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนๆสมาชิก AEC ด้วยกันอีก 9 ประเทศครับ

     

    ที่ผมบอกว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อก็เพราะว่าพอเรารวมตัวกันเป็น AEC แล้วพวกเราจะเนื้อหอมมากเลยครับ ที่เนื้อหอมไม่ใช่เพราะว่า 10 ประเทศที่มี ไทย ลาว เขมร พม่า เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน นี่มันจะใหญ่โต ร่ำรวยหรือมีอำนาจซื้ออะไรหรอกนะครับ แต่ที่เราเนื้อหอมก็เพราะ AEC ของเราน่ะไปทำข้อตกลงการค้าเสรีไว้กับอีก 6 ประเทศสำคัญได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ครับ

     

    AEC กับ 6 ประเทศนี่คิดคร่าวๆ ก็ราวๆ ครึ่งโลกเลยนะครับ ทั้งในแง่จำนวนประชากรหรือกำลังซื้อ จะขาดไปก็ไม่เท่าไหร่ พอครึ่งโลกเป็นเพื่อนกับ AEC ประเทศไหนๆ ก็อยากมาลงทุนมาทำมาค้าขายกับ AEC ทั้งนั้นแหล่ะครับ ก็แหมครึ่งโลกอยู่กับเราแล้วนี่นะครับ นี่แหล่ะครับที่ทำให้ AEC เนื้อหอม

     

    แต่ระหว่างประเทศสมาชิก AEC ด้วยกันนี่ การทำมาค้าขายระหว่างกันอะไรนี่จะไม่ค่อย เปลี่ยนแปลง อะไรมากไปจากที่เป็นๆอยู่นะครับ เพราะตอนนี้ภาษีนำเข้าระหว่างพวกเราเองนี่แทบจะไม่มีอยู่แล้ว ใครอยากค้าขายกับใครเขาก็ค้าขายกันได้เต็มที่อยู่แล้วครับ

     

    แต่ที่หลายคนสนใจกันมากว่า แล้วที่เคยได้ยินว่าแรงงานคนงานใครอยากไปทำงานที่ไหนก็ได้เต็มที่เลย มันจะเกิดขึ้นตอนไหน?

     

    เรื่องแรงงานนี่เราต้องแบ่งเป็นสองระดับนะครับคือระดับแรงงานทั่วๆไปที่ไม่ใช่แรงงานฝีมือ เช่น พวกแม่บ้านทั้งหลายหรือพวกมารับจ้างใช้แรงงานตามร้านอาหารหรือตามไซต์งานก่อสร้างนั่นแหล่ะครับ แรงงานพวกนี้จะเป็น AEC หรือไม่เป็น AEC ก็มีอยู่เต็มเมืองไทยและเมืองอื่นๆที่ค่าจ้างสูงกว่าเมือง ที่แรงงานพวกนี้อยู่ พูดง่ายๆหรือไหลไปตามค่าจ้างนั่นเองครับ เพราะฉะนั้นบรรดาคุณแม่ที่จ้างแม่บ้าน จาก ประเทศเพื่อนบ้านมาช่วยผ่อนแรงก็สบายใจได้นะครับว่าแรงงานพวกนี้คงยังอยู่กับเราตราบใดที่ค่าจ้างที่เขาได้รับยังสูงอยู่ครับ

     

    แต่ที่ AEC เขาตกลงร่วมกันนั้นเขาตกลงกันเรื่อง “แรงงานที่มีฝีมือ” นะครับ ว่าเขาจะเปิดโอกาสให้แรงงานมีฝีมือ ไปทำงานในประเทศสมาชิก AEC ได้อย่างเสรี แรงงานมีฝีมือ ก็เช่น หมอ หมอฟัน พยาบาล วิศวกร นักบัญชี ฯลฯ แต่ข้อตกลงเรื่องนี้เป็นแค่ “การตกลงแบบหลวมๆ” คือไม่ใช่ข้อบังคับตายตัวว่าจะต้องบังคับให้ประเทศ สมาชิก AEC นั้นเปิดประตูต้อนรับแรงงานมีฝีมือเหล่านี้ให้ไปทำงานในประเทศตัวเองได้อย่างเต็มที่

     

    พอเป็นแค่ข้อตกลงหลวมๆ อย่างที่ว่า ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศก็เลยยังอยากที่จะป้องกันไม่ให้แรงงาน มีฝีมือจากประเทศอื่นเข้ามาแย่งงานคนในประเทศตัวเอง แต่ละประเทศก็เลยเลียนแบบ “ไทยเฉย” ด้วยการ อยู่เฉยๆ ไม่ได้พยายามที่จะแก้ไขกฎหมายหรือกฎระเบียบที่จะเปิดช่องและอนุญาตให้แรงงานมีฝีมือสามารถ เข้ามาทำงานในประเทศตัวเองได้

     

    ยกตัวอย่างนะครับ ถ้า “หมอ” จากประเทศเพื่อนบ้านอยากจะมาทำงานในประเทศไทย เขายังจะต้องมาสอบ “ใบประกอบวิชาชีพโรคศิลป์” ซึ่งเป็นข้อกำหนดตามกฎหมายไทยอยู่ และข้อสอบก็เป็นภาษาไทย ลองนึก ดูละกันครับว่าจะมีหมอชาติไหนจะมาสอบผ่านบ้าง? อาชีพอื่นๆก็เหมือนกันครับ ต้องมาสอบให้ผ่านกฎเกณฑ์ ต่างๆของชาตินั้นที่ตั้งเอาไว้ทุกอาชีพไป

     

    แปลว่า ที่เราดีใจที่ลูกเราเมื่อจบแล้วจะได้ไปทำงานในประเทศสมาชิก AEC ก็จะไม่เกิดขึ้นง่ายๆ หรือที่เรากังวลว่าจะมีแรงงานงานมีฝีมือจากประเทศอื่นๆมาแย่งงานลูกเราก็จะไม่เกิดเช่นกัน

     

    ตอนนี้ ผมได้ยินมาว่า ประเทศที่เปิดกว้างรับแรงงานฝีมือตอนนี้ก็มีแต่ที่เขมรเท่านั้นเองครับ

     

    แล้วเรื่องที่ได้ยินมาว่าคนใน AEC เขาจะมาตั้งบริษัทในไทยกันให้คึกคักหรือบ้างก็ว่าเขาจะมาเทคโอเวอร์ บริษัทของไทยเพราะพอเป็น AEC แล้ว แต่ละประเทศก็จะอนุญาตให้บริษัทในประเทศสมาชิก AEC ไปลงทุนได้เต็มที่ 100% ในประเทศสมาชิกด้วยกันเลย แต่ก็เหมือนเรื่องแรงงานมีฝีมือนั่นแหล่ะครับ คือมันเป็นแค่ข้อตกลงแบบหลวมๆ เขียนแค่นี้ก็พอเดาได้อีกแล้วใช่ไหมครับว่า เรื่องนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นอีกเหมือนกัน

     

    เดาถูกต้องแล้วครับ เพราะถ้าคนใน AEC ถ้าจะมาลงทุนในไทยก็ยังต้องทำตามกฎหมาย ประกอบธุรกิจ คนต่างด้าวของไทย ที่ยังไม่ยอมให้คนต่างด้าวถือหุ้นเกิน 49% ครับ

     

    พอเห็นภาพการตกลงกันอย่างหลวมๆแบบอาเซียนแล้วนะครับ นี่เป็นแบบฉบับของอาเซียนอย่างแท้จริง ทวีปอื่นจะมาเลียนแบบได้ยากครับ คือตกลงกันแล้วค่อยๆทำค่อยๆเป็นค่อยๆไป ไม่มีการบังคับกัน ทำตามความสมัครใจ ประเทศไหนพร้อมอยากเปิดเสรีก็ค่อยเปิดกันไป ประเทศไหนไม่พร้อมก็ยังไม่ต้องเปิด ไม่ว่ากัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยมากๆ

     

    การรวมตัวกันเป็น AEC จึงต่างจากการรวมตัวเป็น EU มากๆนะครับ เพราะการเป็น EU นั้นเขารวมตัวกัน แนบแน่น มีองค์กรที่ใหญ่กว่ารัฐบาลทุกประเทศในกลุ่ม EU คอยดูแลกฎระเบียบให้ทุกประเทศ ปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็น การค้า การคลังหรือการเงิน แต่การรวมตัวเป็น AEC ของเราก็แค่การตกลงกันแบบหลวมๆ ตกลงกันแค่ว่าเราจะค้าขายกันให้เสรีมากขึ้นนะ ช่วยๆ กัน อะไรประมาณนั้นครับ เรื่องใหญ่โตแบบ ใช้เงินสกุลเดียวกันแบบเงินยูโรนั้น ยังไม่ต้องคิดถึงเลยนะครับ

     

    แต่ถึงจะรวมตัวกันหลวมๆ แต่ความเนื้อหอมของ AEC นั้นจะมีมากเลยนะครับ เพราะครึ่งโลกนั้นอยู่กับเรา ดังนั้นถ้าประเทศไทยเราเตรียมตัวดี นักลงทุนต่างชาติเขาก็อยากจะมาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตการค้าขาย และการลงทุน แต่ถ้าประเทศไทยเราเตรียมตัวไม่พร้อม เขาก็จะหันไปใช้ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม แทนไทยครับ

     

    ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทยที่จะต้องเตรียมประเทศให้พร้อมนะครับ คุณแม่คุณพ่อก็ต้องเตรียมให้พร้อมเหมือนกัน ฉบับต่อๆไป ผมจะมาเขียนต่อว่าคุณแม่คุณพ่อ ควรจะรู้อะไรบ้าง เกี่ยวกับ AEC จะได้เตรียมตัวเองและลูกรัก ในการเข้าสู่   AEC ได้อย่างผู้ชนะครับ

     

    โดย นายเกษมสันต์ วีระกุล

     

     

     

  • บทความ 100.5 FM MAX
  • Unseen AEC กับเกษมสันต์
  • Nowadays

    Nowadays

  • AECVIEW
  • AECSHARING
  • มองมุมกลับ ปรับมุมมอง

Copyright © 2013 AEC Consult & Connect Co.,Ltd.
All rights reserved.

Log in to your account or สมัครสมาชิก